หัวใจอ่อนแอ
เรื่องราวของเราเกิดขึ้นมานานแล้ว จำได้ว่าเป็นสมัยที่เรียนม.ปลาย เริ่มแรกเลยตัวฉันเรียนในโรงเรียนแบบสห (คือ มีทั้งหญิงและชาย) แต่ด้วยความที่ฉันเป็นคนที่ไม่ชอบนิสัยของผู้หญิง แบบว่ามันน่อมแน้ม จุกจิก น่ารำคาญ
เมื่อต้องเรียนต่อม.ปลาย ฉันจึงตัดสินใจชวนเพื่อนสนิท ไปสมัครเรียนในโรงเรียนชายล้วน ซึ่งเค้าเปิดเป็นสหในระดับม.ปลาย แต่เพราะเป็นโรงเรียนผุ้ชายล้วนมาก่อน ทำให้พวกผู้หญิงไม่ค่อยสนใจเข้าไปเรียนนักแม้จะเปิดเป็นสหในระดับม.ปลาย จำได้ว่าในรุ่นที่ฉันเรียนมีผู้หญิงอยู่ประมาณ 20 กว่าคนได้ ในมุมมองของฉัน สบายตาและรู้สึกหายใจคล่องดี (ฮ่า ฮ่า ตลกดีเหมือนกันที่คิดได้อย่างนั้น)
เข้าเรื่องรักๆใคร่ๆดีกว่า เมื่อฉันได้เข้าไปเรียนที่นั่น ฉันมีเพื่อนในกลุ่มอยู่ 4 คน เป็นหญิง 3 คน (รวมตัวฉัน) และเป็นตุ๊ด 1 คน ส่วนเพื่อนสนิทอีกคนที่มาสมัครพร้อมกันจำต้องแยกไปเรียนอีกห้องซึ่งก็เป็นห้องเดียวกับคนที่สุดท้ายมาเป็นแฟนกับฉัน ขอเรียกชื่อว่า "อุ๋ย" ละกัน
แรกเริ่มเลย "อุ๋ย" เค้าจะมาจีบเพื่อนของเราคนหนึ่งในกลุ่มแต่ว่าเพื่อนเราไม่เล่นด้วย "อุ๋ย" เลยเบนมาจีบฉันแทน ก็ไม่รู้ว่าเพราะอะไรเค้าถึงเลือกที่จะคบกับฉันทั้งๆที่ตัวฉันไม่ได้สวย หรือว่าดูดีซะตรงไหน ..
แต่ว่าจะลองคบก็ไม่เสียหาย เพราะฉันเองก็ยังไม่มีใคร เราคบกันเรื่อยมา เราช่วยเหลือกันตลอด (อ่ะ.. ส่วนใหญ่เป็นฉันมากกว่าน่ะ เค้าให้ฉันช่วยเรื่องรายงานบ่อยๆ หรือว่าเค้าคบกับเราเพียงเพราะอยากให้เราเป็นเพียงคนช่วยทำรายงานหว่า... เพิ่งจะเก็บเอาประเด็นนี่มาคิด / แต่ช่างเถอะ)
เค้าเล่าเกี่ยวกับตัวเค้าให้ฟังว่า เค้ามีปัญหากับพ่อของเค้า เหมือนๆจะเข้ากันไม่ได้ เราก็เป็นที่ปรึกษาให้กับเค้า อธิบายให้เค้าฟังว่า จริงๆ แล้วปัญหามันน่าจะเกิดจากการที่เค้าไมค่อยได้คุยกับพ่อมากกว่า เมื่อได้คุยกัน ก็ทำให้เกิดการเหินห่าง ... ฉันแนะนำวิธีเข้าหาผู้ใหญ่ให้ ซึ่งเมื่อเค้าลองทำดู เค้าก็มาบอกว่ามีดีขึ้น
ด้วยว่าเค้าเป็นเด็กต่างอำเภอที่ต้องเข้ามาเรียนในตัวจังหวัด เดินทางไปกลับวันละ 20 กว่ากม. จึงต้องนั่งรถรับ - ส่ง แต่เมื่อเรามาคบกัน ฉันอาสาไปรอรับ - ส่งเค้าที่สถานีขนส่ง ให้เค้านั่งรถประจำทางมา ซึ่งประหยัดกว่าและจะได้ไป - กลับโรงเรียนพร้อมกัน
และในวันหยุด ฉันจะขออนุญาตแม่ของฉันไปเที่ยวบ้านเค้า โดยนั่งรถโดยสารประจำทางไปและกลับมาให้ถึงบ้านก่อน 4 โมงเย็น ซึ่งแม่ของฉันก็อนุญาตเพราะว่าท่านเชื่อใจฉัน ... เมื่อเวลาที่ฉันไปเที่ยวบ้านเค้า เราสองคนอยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ตลอด และส่วนใหญ่ฉันก็จะชวนเค้าทำอะไรกินกัน หรือไม่ก็นั่งดูหนัง หรือนั่งร้องเพลงกัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขในแบบเรียบง่าย ไม่หวือหวา แต่ว่าประทับใจและอบอุ่นใจ
ภายหลังจากที่เราคบกันไม่นาน เหมือนว่าพ่อของอุ๋ย จะให้ความไว้วางใจในตัวเค้ามากขึ้น จนออกรถมอเตอไซด์ให้กับเค้า แต่ก็ยังไม่อนุญาตให้เอารถมาโรงเรียนทุกวัน จะอนุญาตก็เฉพาะในวันศุกร์เพียงวันเดียว ซึ่งอีก 4 วัน ยังคงเป็นหน้าที่ที่ฉันต้องคงไปรับและส่งอยู่เหมือนเดิม ในวันแรกที่เค้าอาศัยจะขี่รถมารับฉันไปโรงเรียน มันเป็นหนึ่งของความประทับใจที่ยากจะลืมได้ เพราะใช่ว่าเค้าจะมาตัวเปล่าๆ เค้ากับหอบดอกกุหลาบช่อโตมาให้ฉัน ... ก็ยังคง "งง" มาจนทุกวันนี้ว่าให้เพื่ออะไร แต่ก็ดีใจที่ได้นะ (ขอบอก) วันนั้นเค้าขี่รถพาไปที่นู้นที่นี้ (หลังจากเลิกเรียนแล้วนะ) และเหมือนจะยังไม่ยอมจะรีบขี่รถกลับบ้านทั้งที่ถึงเวลาควรต้องกลับบ้านได้แล้ว จนฉันต้องบอกกับเค้าว่าควรกลับได้แล้วอย่าทำลายความไว้วางใจที่พ่อของเค้า เค้าจึงคิดได้แล้วกลับบ้านไป
หลังจากนั้น ผลของการรับผิดชอบในตัวเอง ไม่ทำให้พ่อและแม่เป็นห่วง ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ให้กับพ่อของเค้าเห็นแล้วว่าเค้าโตเป็นผู้ใหญ่ เค้าได้รับอนุญาตให้เอารถมอเตอไซด์มาโรงเรียนได้ทุกวัน .... ซึ่งมันก็รวมถึงจำนวนช่อดอกกุหลาบที่มีมาให้ฉันเกือบทุกวันเช่นกัน
"ทุกๆ ที่เรา ไปเที่ยวหรือทำกิจกรรมด้วยกัน ผู้คนเหล่านั้นเหมือนจะจำเราสองคนได้ดี ทุกๆ อย่างดูดี" และเมื่อเวลาล่วงเลยผ่านไปจนใกล้สิ้นปี ชมรมมีจัดกิจกรรมไปออกค่ายฯ ที่ทุ่งแสลงหลวง เป็นการเข้าค่ายครั้งแรกของฉัน มันสนุกมากๆ ฉันมีหน้าที่เตรียมเรื่องวัตถุดิบในการทำอาหาร แต่เพราะฉันทำอาหารไม่ค่ออยเป็นเพื่อนๆร่วมกลุ่มและเค้าจึงเป็นคนลงมือทำอาหารกินกัน ทุกๆคนช่วยเหลือกันและนี้ก็เป็นอีกความประทับใจของฉัน
เปิดเทอมใหม่ขึ้นมา เพื่อนในกลุ่มของฉันได้รับฟังถึงกิจกรรมของชมรมฯ ทำให้แห่กันไปสมัครเป็นสมาชิกของชมรม ความสนุกก็ยิ่งมีมากยิ่งขึ้น "ความสุขและความประทับใจมากมายเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ฉันได้เรียนที่นี่ จนยากที่สิ่งใดๆจะทำลายได้"
และแล้ว "จุดหักเห" ระหว่างฉันกับเค้าก็ขึ้น ในเช้าวันหนึ่งเค้ามารับฉันเหมือนทุกวัน เพื่อไปสมัครเรียนวิทยาลัยด้วยกัน แต่เมื่อเค้ามาถึงสิ่งที่เค้าเห็นคือ ฉันยังคงอยู่ในชุดนอนนั่งรออยู่ที่บันได้บ้าน เพื่อรอเค้า เค้าถามว่าทำไมฉันถึงไม่แต่งตัวละ ฉันตอบสั้นๆเพียงว่า "อุ๋ย" ไปคนเดียวเถอะ เพราะว่าฉันจะไปเรียนที่กรุงเทพฯ ส่วนเหตุผลนั้นฉันไม่ได้อธิบายอะไร เค้าทำหน้าเศร้าๆ และเดินจากไป
ภายหลังจากที่เค้าไปทำธุระเรื่องเรียนเสร็จแล้ว เค้าย้อนกลับมาหาฉัน ฉันรู้อยู่แล้วว่าคงจะกลับมาฟังเหตุผล และเหตุผลที่ฉันให้กับเค้าคือ ฉันต้องไปอยู่กรุงเทพฯเป็นเพื่อนพี่สาว ฉันรู้อยุ่แก่ใจว่าอย่างไรเสียฉันก็ไม่มีวันที่จะไปมีใครใหม่ ฉันมั่นใจในตัวฉันอย่างนั้น แต่สำหรับเค้านั้น....ไม่รู้เลย เพราะฉันเคยได้ยินใครต่อใครพูดว่า "รักแท้แพ้ระยะทาง"
ฉันหวังลึก ๆ อยู่ภายในใจว่าชีวิตรักของฉันจะอยู่เหนือคำพูดนั้น และเพียรที่จะบอกเค้าว่าฉันจะยังคงมีเพียงเค้าคนเดียว และจะหมั่นโทรฯมาหา เพียงไม่ถึงเทอมฯ เมื่อฉันโทรฯ ไปหาเค้าที่บ้าน เริ่มมีบทสนทนาซ้ำๆ ที่คนฟังได้แต่ตอบแก้เก้อและมานั่งเศร้าใจ ว่า "อุ๋ย" ไม่ยังกลับบ้าน "อ๋อ..หรอคะ ไม่เป็นไรคะ แล้วจะโทรมาใหม่" และแล้ววันหนึ่งบทสนทนาก็เปลี่ยนไป เค้าไม่ได้บอกหรอว่าช่วงนี้เค้ากลับบ้านดึกทุกวัน พ่อกะแม่ก็เป็นห่วงไม่อยากให้กลับบ้านดึกๆ แต่มันบอกว่ามีกิจกรรมที่วิทยาลัย ไม่เป็นไรคะ, ฝากบอกเค้าว่าหนูโทรมานะคะ แล้วพรุ่งนี้จะโทรมาใหม่ ให้เค้ารอรับให้ได้นะคะ หนูมีเรื่องสำคัญจะคุยกับเค้า แต่สิ่งที่ฉันเป็นห่วง คือ ความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับฉัน แล้วยิ่งเป็นห่วงมากกว่าคือ ความสัมพันธ์ระหว่างเค้ากับพ่อของเค้า ว่ามันจะกลับไปเป็นเหมือนเดิม ในวันถัดมาฉันก็โทรฯไปหาเค้าอีก ในครั้งนี้เค้าเป็นคนรับสายเอง ฉันเป็นฝ่ายถามสารทุกข์สุกดิบเค้า แต่ไม่มีเสียงของเค้าถามความเป็นอยู่ของฉันเลย และนิ่งเงียบไปนานแล้วเมื่อเค้าเอ่ยปาก สิ่งที่เค้าบอกกับฉันได้เพียงแค่ "เราเลิกกันนะ" อุ๋ยไม่มีเวลา มีกิจกรรมที่วิทยาลัยเยอะ อุ๋ยว่าเราเลิกคบกันดีกว่า ตอนนั้น...ฉันตัวชาตั้งแต่หัวไปจรดเท้า หายใจไม่ออก และน้ำตามันก็เริ่มที่จะไหลออกมาไม่หยุด หัวใจของฉันมันเย็นวาบ เหมือนพายุหิมะพัดผ่าน และดับวูบไปเลย เสียงตู๊ดๆๆ ดังขึ้น เพราะปลายสายวางไปแล้ว ดีที่พี่สาวของฉันอยู่ด้วยใกล้ๆ ด้วย เมื่อพี่สาวเห็นฉันสภาพนั้น จึงคว้าโทรศัพท์ไปยกฟังแล้วกดวางสาย เกิดความเงียบขึ้นในห้วของฉัน เหมือนฉันไม่รับรู้อะไรอีกแล้วทั้งสิ้น พี่สาวฉันโทรฯไปบอกแม่ แม่จึงอยากให้ฉันกลับไปอยู่บ้าน และฉันก็กลับเพราะฉันไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร เมื่อกลับมาอยู่บ้าน 6 เดือนจากวันนั้นชีวิตฉันพูดน้อย คิดน้อยลง มีเพียงแม่ เพื่อนสนิท เป็นกำลังใจ และยาคลายเครียดใช้บรรเทาความเศร้าหมองในใจ
"เวลารักษาแผลใจ" คำพูดคำนี้ใช้ได้จริงๆ
|
ความคิดเห็นเกี่ยวกับ: หัวใจอ่อนแอ
แสดงความคิดเห็น
ซ่อนความคิดเห็น
รำคาญข้อความโฆษณา หรือพบข้อความไม่เหมาะสม กรุณาช่วยกันคลิก "
" เพื่อช่วยให้ทีมงานดำเนินการลบข้อความดังกล่าวได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ขอบคุณมากค่ะ
จำนวนข้อความทั้งหมด 1
Re: หัวใจอ่อนแอ
เรากะแฟนเราก็อยุ่คนละจังหวัด
เราก็กลัวเหมือนกัน คำว่า รักแท้ แพ้ระยะทาง
แต่ก็ช่างเถอะ อะไรจะเกิด ก็ให้มันเกิด
ขอให้รุ้ไว้ละกัน ว่าตอนนี้รักกันก็พอ
เลือกชุดสัญลักษณ์แสดงอารมณ์